#ตลาดหุ้นเมการ่วงจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐพุ่ง+เศรษฐกิจฝั่งจีนเจอพิษจากสงครามการค้า


#ดัชนีดาวโจนส์ ร่วงลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดทรุดตัวลงกว่า 200 จุด ขณะที่ปรับตัวลงเป็นวันทำการที่ 3 ติดต่อกัน โดยได้รับผลกระทบจากการพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 7 ปีของ #อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 10 ปี
  • ทั้งนี้ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีถือเป็นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ใช้อ้างอิงในการกำหนดราคาของตราสารหนี้ทั่วโลก ซึ่งรวมถึงอัตราดอกเบี้ยจำนองของสหรัฐ ซึ่งหมายความว่าเมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวขึ้น ผู้บริโภคก็มีแนวโน้มที่จะมีเงินสำหรับการใช้จ่ายลดน้อยลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการจ่ายเงินกู้จำนองเพิ่มมากขึ้น และยังหมายความว่าบริษัทต่างๆจะเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นจากการชำระหนี้ จึงทำให้บริษัทเหล่านี้ลดการลงทุน และลดการจ่ายเงินปันผลแก่นักลงทุน

  • นอกจากนี้ ตลาดวอลล์สตรีทยังถูกกดดันจากความวิตกของนักลงทุนที่ว่า เศรษฐกิจจีนกำลังได้รับผลกระทบจากการทำสงครามการค้ากับสหรัฐ หลังจากที่ธนาคารกลางจีน (PBOC) ประกาศปรับลดสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) ลง 1% โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค.

  • ตลาดพันธบัตร และหน่วยงานราชการสหรัฐปิดทำการวันนี้ เนื่องในวันโคลัมบัส แต่ตลาดหลักทรัพย์, สินค้าโภคภัณฑ์ และตลาดปริวรรตเงินตราสหรัฐ ยังคงเปิดทำการ

#อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ทะยานขึ้นในวันศุกร์ที่แล้ว โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีพุ่งเหนือระดับ 3.240% แตะระดับสูงสุดใหม่ในรอบ 7 ปี ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปีทะลุระดับ 3.40% หลังจากที่ #กระทรวงแรงงานสหรัฐ รายงานว่า #ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร เพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาดในเดือนก.ย. โดยเพิ่มขึ้นเพียง 134,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.ย.ปีที่แล้ว และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 185,000 ตำแหน่ง ส่วน #อัตราการว่างงาน ลดลงสู่ระดับ 3.7% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค.2512 ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลงสู่ระดับ 3.8%
  • ขณะเดียวกัน ตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน เพิ่มขึ้น 8 เซนต์ หรือ 0.3% ในเดือนก.ย. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% เช่นเดียวกันในเดือนส.ค. และเพิ่มขึ้น 2.8% เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์


ทั้งนี้ #ตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมง นับเป็นข้อมูลที่ #ธนาคารกลางสหรัฐ (#เฟด) ให้ความสำคัญเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะ #เงินเฟ้อ

นักลงทุนจับตาการเปิดเผย #ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐ (#CPI) ในวันพฤหัสบดี ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี CPI จะปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือนก.ย. เช่นเดียวกับในเดือนส.ค.
  • หากตัวเลข CPI ดีดตัวขึ้นมากกว่าระดับ 0.2% ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ จะเป็นปัจจัยเพิ่มการคาดการณ์เกี่ยวกับการเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด


เมื่อเดือนที่แล้ว เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 2.00-2.25% พร้อมกับส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในเดือนธ.ค. และปรับขึ้น 3 ครั้งในปีหน้า และอีก 1 ครั้งในปี 2563

0 ความคิดเห็น

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด